FAQ.

    นักศึกษาสามารถทำงานได้กี่เดือน ?
    โครงการจะเริ่มช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นักศึกษาสามารถทำงานได้ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน DS-2019 ซึ่งจะมีระยะเวลาในการทำงานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน และสามารถอยู่ท่องเที่ยวต่อได้เป็นระยะเวลาสูงสุด 30วัน โดยถูกต้องตามกฎหมาย   แต่สำหรับนักศึกษาจากประเทศไทยจะมีระยะเวลาที่สามารถทำงานประมาณ 2- 3 เดือน   บริษัทแอทโฮมมีนโยบายชัดเจนที่จะให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเดินทางกลับสู่ประเทศไทย ก่อนวันเปิดภาคเรียน

    เอกสารสิทธิ์ DS-2019 คืออะไร
    นักศึกษาจะได้รับเอกสารสิทธิ์ DS-2019 คือ “หนังสือรับรองสถานะการเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน” โดย DS-2019 จะระบุชื่อองค์กรที่ให้การสนับสนุนนักศึกษา พร้อมวัตถุประสงค์โครงการและระยะเวลาที่นักศึกษาได้รับอนุญาตให้ทำงาน ชื่อสถานที่ทำงานในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการระบุว่านักศึกษามีเงินทุนอย่างน้อย $1000 เพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน   ก่อนการยื่นแบบฟอร์ม DS-2019 จะต้องมีการลงลายมือชื่อด้วยหมึกสีดำ หรือน้ำเงินเท่านั้น และให้นักศึกษาใช้เอกสารสิทธิ์ฉบับนี้ในการยื่นขอ J-1 visa DS-2019 จะถูกนำส่งให้นักศึกษาภายหลังจากที่ได้รับการตอบรับให้เข้าร่วมโครงการ และชำระเงินค่าโครงการเรียบร้อยแล้ว เท่านั้น

    วีซ่าประเภท J1 คืออะไร แล้วมีขั้นตอนในการยื่นขออย่างไร ?
    บุคคลทั่วไปโดยส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการพิจารณาให้ได้รับวีซ่าท่องเที่ยวประเภท B1/B2 และหากต้องการไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะได้รับการออกวีซ่าประเภท F1 ส่วนวีซ่า J1 สถานทูตกงสุลอเมริกาจะอนุญาตให้นักศึกษาผ่านเข้าประเทศและทำงานในสหรัฐอเมริกาได้ชั่วคราวในฐานะนักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และจะมีขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่าดังนี้
    -เตรียมเอกสารหนังสือเดินทาง (มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือนโดยไม่นับรวมระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ)
    -แบบฟอร์ม DS-2019 ฉบับกรอกครบถ้วน พร้อมนักศึกษาลงลายมือชื่อ
    -หลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียม   SEVIS Fee
    -แบบคำขอวีซ่า DS-160 กรอกข้อความครบถ้วนซึ่งสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต คลิกที่นี่
    -เอกสารสนับสนุนด้านการศึกษา และเอกสารสนับสนุนด้านการเงิน จากผู้ปกครอง ฯลฯ
    -ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าผ่านที่ทำการไปรษณีย์

    SEVIS คือ ?
    SEVIS หรือ Student/Exchange Visitor Information System คือระบบฐานข้อมูลที่รัฐบาลอเมริกาใช้ติดตามความคืบหน้าของนักศึกษาในโครงการ ข้อมูลนี้จะปรากฏในฐานข้อมูลทันทีที่มีการออก DS-2019 และเมื่อนักศึกษาได้รับการอนุมัติวีซ่าเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกข้อมูลดังกล่าวลงในฐานข้อมูล เมื่อนักศึกษาเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินจะบันทึกข้อมูลของนักศึกษาลงในฐานข้อมูล    โดยองค์กรผู้สนับสนุนโครงการของท่าน หรือองค์กรเจ้าของ DS-2019 จะใช้ฐานข้อมูลเพื่อติดตามช่วงเวลาในการออกวีซ่าให้กับท่านหรือช่วงเวลาที่ท่านเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา และใช้ฐานข้อมูลเดิมนี้ในการบันทึกการยกเลิก การไม่แสดงตัว หรือพฤติกรรมหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนักศึกษาในระหว่างการเข้าร่วมโครงการ  จนนักศึกษาเดินทางออกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาภายหลังโครงการสิ้นสุดลงข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกบันทึกเช่นกัน ระบบ SEVIS นี้ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2546ค่าธรรมเนียม SEVIS ณ ปัจจุบัน คือ

    นักศึกษาโครงการ Work and Travel จำนวน US$35.00
    นักเรียนแลกเปลี่ยนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน US$100.00
    นักเรียน นักศึกษาที่ไปศึกษาต่อระดับต่างๆ จำนวน US$100.00
    ผู้เข้าร่วมโครงการ Interns and Trainee Program U$100.00 สามารถจ่ายค่า SEVIS fee ผ่านทางระบบออนไลน์ โดยเข้าไปที่ www.FMJfee.com เป็นการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต

    โครงการ work and travel   สามารถรับบุคคลทั่วไปเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่ ?
    ไม่ได้ เพราะวีซ่าประเภท J1 นั้นถูกกำหนดให้ใช้เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียน นักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม   และจะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาในภาคเรียนปกติเท่านั้น  โครงการจะไม่รับผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่มีสถานะภาพเป็นนักศึกษาและมีอายุอยู่ในเกณฑ์ตามที่โครงการระบุ

    ค่าใช้จ่ายในการในการเข้าร่วมโครงการ
    ค่าใบสมัคร 250 บาท (หรือตามโปรโมชั่น)
    ค่าโครงการ 1,000 เหรียญสหรัฐ
    ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ

    มีงานประเภทไหนบ้าง
    โครงการ Work and Travel งานส่วนใหญ่เป็นงานบริการ   นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นต้องมีทักษะ หรือความรู้ความสามารถเกี่ยวกับงานที่จะไปทำมากนะ    งานส่วนใหญ่ต้องอาศัยความอดทน และการมีสุขภาพดีของร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้นักศึกษาจะได้ทำงานประเภทใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาเป็นสำคัญ

    รายได้ ค่าตอบแทนที่จะได้รับเป็นอย่างไร
    รายได้   นักศึกษาอย่าคาดหวังว่าจะได้เงินมากมายจากการเข้าร่วมโครงการ  งานในโครงการ work/travel มักจะมีค่าจ้างขั้นต่ำ ($6.50/ชั่วโมง) หรือมากกว่านั้นเล็กน้อยซึ่งจะเพียงพอสำหรับค่าที่พัก  ค่าอาหาร และค่าเดินทาง วัตถุประสงค์ของโครงการ work/travel คือเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมิใช่การหารายได้ โครงการนี้เป็นอีกหนทางหนึ่งในการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ เมื่อนักศึกษาลงชื่อในเอกสาร Job offer นั่นแปลว่านักศึกษาได้ยอมรับข้อกำหนดต่างๆที่ระบุไว้ในสัญญา รวมถึงอัตราค่าจ้าง นักศึกษาต้องมั่นใจว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่างดีพอก่อนตอบรับ Job Offer และต้องเข้าใจว่างานในช่วง Spring และ Summer นั้นขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยว และในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวน้อยด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม (เช่นอากาศไม่ดี) นักศึกษาอาจจะไม่มีจำนวนชั่วโมงทำงานตามที่ระบุไว้ใน job offer

    ที่พักอาศัยเป็นอย่างไร
    นายจ้างจะเป็นผู้จัดหาที่พักอาศัยให้แก่นักศึกษา ที่พักแต่ละที่จะแตกต่างกัน เช่น แบบหอพัก อพาร์ทเม้นท์  บ้านเช่า หรือที่พักแบบโรงแรม เป็นต้น และจะเป็นการเช่าพักรวมกับนักศึกษาคนอื่น และมีการใช้ห้องครัว ห้องน้ำร่วมกัน

    ค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่
    เรื่องค่าใช้จ่ายของที่พักนั้น จะขึ้นอยู่กับเมือง และรัฐที่นักศึกษาไปทำงาน เพราะค่าครองชีพในแต่ละแห่งของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่เท่ากัน  โดยทั่วไปนายจ้างจะหักเงินค่าที่พักจาก Paycheck การจ่ายค่าแรงในแต่ละครั้ง เช่น ค่าที่พักอาจจะเริ่มตั้งแต่ US$75-US$100 ต่อสัปดาห์   และจะมีการเรียกเก็บค่ามัดจำเพื่อเป็นการประกันของใช้ เฟอร์นิเจอร์ เสียหายในระหว่างที่นักศึกษาพักอาศัย เงินมัดจำนี้มีทั้งแบบได้คืน (Refundable Deposit) และแบบไม่ได้คืน (Non-Refundable)

    จะเดินทางไปทำงานอย่างไร
    โดยส่วนใหญ่แล้ว สถานที่ทำงานและที่พักจะไม่ห่างกันมาก นักศึกษาสามารถนั่งรถโดยสารประจำทาง หรือขี่จักรยาน หรือ บางแห่งสามารถเดินเท้าไปทำงานได้

    ต้องเตรียมเรื่องการประกันสุขภาพก่อนการเดินทางอย่างไร
    โครงการ Work and travel จะรวมค่าประกันสุขภาพไว้ในค่าโครงการเรียบร้อยแล้ว โดยระยะเวลาจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ออกเดินทางออกจากประเทศไทย รวมระยะเวลาในการทำงานและพักอาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกา จนถึงวันที่สิ้นสุดการเข้าร่วมโครงการ   นักศึกษาจะทำการขอเงินชดเชยคืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเจ็บป่วย และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เท่านั้น การประกันจะไม่คุ้มครองถ้าอุบัติเหตุเกิดจาการกระทำใดๆที่ตั้งใจทำให้เกิดอันตรายสุขภาพร่างกายและชีวิต

    กรณีเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บ ควรทำอย่างไร
    ถ้าเป็นการได้รับบาดแผล หรือประสบอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ระหว่างการทำงาน เช่น มีดบาด หกล้ม ให้ติดต่อห้อง First Aids ภายในสถานที่ทำงาน หรือ ใกล้เคียง เพื่อรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ถ้ารุนแรงให้รีบแจ้งต่อนายจ้างทันที เพื่อดูแลเรื่องการรักษาขั้นต่อไป  แต่ถ้าเกิดเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บนอกเวลางาน โดยส่วนใหญ่นักศึกษาต้องทำการสำรองจ่ายเงินค่ารักษา พยาบาล ค่ายาก่อน แล้วจึงนำเอกสารใบเสร็จรับเงินมายื่นพร้อมกับแบบฟอร์มขอคืนเงินจากบริษัทประกัน ดังนั้นนักศึกษาต้องอ่านกฎต่างๆเกี่ยวกับเงื่อนไขของการประกันให้ดีถ้านักศึกษามีโรคประจำตัว และต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรจะนำยาไปให้เพียงพอ ตลอดระยะ เวลาที่ยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมแนบใบสั่งยาจากแพทย์ หรือ เภสัชกร อย่างเข้มงวด

    นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้เราอย่างไร
    ระยะเวลาการจ่ายเงินค้าจ้างของนายจ้างแต่ละแห่งอาจจะแตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นรายสัปดาห์ หรือทุกสองสัปดาห์ หรือรายเดือน นักศึกษาควรหารือนายจ้างเพื่อสอบถามระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง ทุกครั้งที่ได้รับค่าจ้างนักศึกษาต้องได้รับพร้อมรายละเอียดค่าจ้าง (pay stub) จากนายจ้างซึ่งจะแสดงถึงจำนวนชั่วโมงที่นักศึกษาได้ทำงาน จำนวนเงินภาษีที่นายจ้างหักไว้ และจำนวนเงินที่นักศึกษารับ  ให้เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้เพื่อประกอบการขอภาษีคืนกรณีนายจ้างหักภาษีที่นักศึกษาไม่มีภาระต้องจ่าย นายจ้างหลายรายจะมีนโยบายในการจ่ายค่าจ้างช้ากว่ากำหนด 1-2 สัปดาห์ (Holdback Policy) หมายความว่านักศึกษาอาจจะไม่ได้รับค่าจ้างงวดแรกภายหลังจากเริ่มงานแล้ว 1-2 สัปดาห์ โดยค่าจ้างในแต่ละสัปดาห์ที่ได้รับจะเป็นค่าจ้างงวดงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักศึกษาควรเตรียมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้รับค่าจ้างงวดแรก

    จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารที่ประเทศอเมริกาหรือไม่
    ไม่จำเป็นค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักศึกษาแต่ละคน แต่ถ้าหากเปิดบัญชี นายจ้างสามารถโอนเงินค่าจ้างเข้าบัญชีนักศึกษาได้ทันที แต่ถ้าไม่มีนักศึกษาต้องนำ check ไปขอแลกเงินสดที่ธนาคาร ด้วยตนเอง

    การหักภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำกันอย่างไร
    ภาษีรายได้
    ทุกคนที่ได้รับค่าจ้างในสหรัฐอเมริกาต้องเสียภาษีรายได้ (Federal Income Tax) รัฐบาลจะหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงค่าแรงของนักศึกษาในโครงการ Work and Travel ด้วย
    ประมาณเดือนมกราคมของทุกปีนายจ้างจะส่งจดหมายแจ้งรายละเอียดของรายได้ของนักศึกษาในช่วงปีที่ผ่านมารวมถึงจำนวนเงินภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย (แบบ W-2) นักศึกษาควรให้แจ้งที่อยู่ในประเทศไทยไว้ในแบบฟอร์ม W-2 เพื่อนายจ้างจะได้ทำการส่งเอกสารนี้คืนมายังประเทศไทยอย่างถูกต้อง ไม่เกิดความล่าช้า ภายในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี นักศึกษาในโครงการจะยื่นแบบภาษีเงินได้ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้จาก web site ของ IRS   หรือจะใช้บริการการขอคืนเงินภาษีผ่านทางบริการของ Taxback.com ซึงบริษัทนี้จะให้บริการจัดเตรียมเรื่องขอคืนภาษีโดยคิดค่าธรรมเนียม   นักศึกษาในโครงการ work and travel จะต้องเสียภาษีรายได้ (Federal Income Tax) กับ (State Income Tax) ในขณะที่คนอเมริกัน จะต้องเสียภาษีอื่นเพิ่มเติมจากนี้ คือ Social Security Tax, Medicare Tax, Federal Unemployment Tax, Federal Income Tax, State Income Tax, City Income Tax

    โอกาสได้ทำงาน overtime หรืองานล่วงเวลา มีหรือไม่
    นักศึกษามีโอกาสทำงานล่วงเวลาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายจ้างและประเภทของงานที่นักศึกษาไปทำ

    ค่าใช้จ่ายอื่นที่นอกเหนือจากค่าโครงการ มีอะไรบ้าง
    นักศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบค่าบัตรโดยสารเครื่องบินแบบไป-กลับ  ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทางขณะอยู่ในสหรัฐอเมริกา และค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งหมด นักศึกษาต้องนำเงินสดหรือเช็คเดินทางอย่างน้อยจำนวน $1000-$1500 ติดตัวมาด้วยเผื่ออาจจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนี้กรณีมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือเพื่อวางมัดจำค่าที่พัก เป็นต้น

    สามารถเลือกงานที่จะทำได้หรือไม่
    At Home Study Travel อนุญาตให้นักศึกษาเลือกงานตามที่ต้องการได้ แต่การที่จะได้งานนั้นหรือไม่ขึ้นอยุ่กับคุณสมบัติ เช่นประสบการณ์ในการทำงาน และความสามารถด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา เป็นสำคัญ สถานที่ทำงานบางแห่งนายจ้างจะเป็นผู้ระบุตำแหน่งงานให้นักศึกษาเลย

    งานเสริม Second job จำเป็นหรือไม่
    นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ไม่จำเป็น ต้องหางานเสริม  แต่กฎหมายอนุญาตให้นักศึกษาในโครงการ work and travel สามารถทำงานได้มากกว่าหนึ่งแห่ง  แต่นักศึกษาต้องให้ความสำคัญกับงานและนายจ้างที่ปรากฏอยู่ใน DS-2019 เป็นอันดับแรก งานเสริมต้องไม่ทำงานหลักเสียหาย  เช่นการเข้างานสาย หรือมาทำงานด้วยความอิดโรย  ปกตินายจ้างส่วนใหญ่จะยินดีที่จะจัดตารางงานเพื่อให้นักศึกษาสามารถทำงานเสริมได้  นักศึกษาควรหารือกับนายจ้างในเรื่องนี้ก่อนการตัดสินใจใดๆ โดยพิจารณาถึงจำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่นักศึกษาสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม 

    หากมีปัญหาเกิดขึ้นในที่ทำงานควรทำอย่างไร และถ้ามีการไล่ออกจากงาน ต้องทำอย่างไร
    หากนักศึกษามีปัญหากับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน (Supervisor) ขอแนะนำเบื้องต้น คือ อย่าโวยวาย หรือพูดโกหกเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ควรพูดจาและแก้ปัญหาแบบมืออาชีพ และในขณะเกิดปัญหาทำให้บรรยาศการทำงานเป็นไปแบบไม่เป็นมิตรหรือนายจ้างไม่ปฎิบัติตามสัญญาจ้างงาน นักศึกษาต้องทำการติดต่อองค์กรเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือ โดยติดต่อในช่วงเวลาทำงานปกติ (วันจันทร์-วันศุกร์)   หากปัญหาไม่สามารถถูกแก้ไขลงได้องค์กรจะหารือเรื่องเปลี่ยนงาน   อย่าลาออกจากงานก่อนได้รับอนุญาตจากองค์กร ถ้า นักศึกษาลาออกก่อนได้รับความเห็นชอบจากองค์กร นักศึกษาจะถูกยกเลิกออกจากโครงการทันที



 Username 
 Password
Forget Password ?
 


  ลักษณะโครงการ
  ระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ
  เอกสารประกอบการสมัคร
  ขั้นตอนในการดำเนินการ
  ประเภทของสถานที่ทำงาน
  FAQ
  Visa Application



       
   
© Copyright 2008 athomestudytravel.com All rights reserved